Home บทความ
ป้ายโฆษณา
บทความ
5 วิธีทำตัวน่ารัก PDF พิมพ์ อีเมล
 เวลาพูดถึงคำว่า "บุคลิกภาพ" มักมีคำว่า "เสน่ห์" รวมอยู่ด้วยทุกครั้ง และการจะมีเสน่ห์ได้ คนๆ นั้น จะต้องทำตัวให้ดูน่ารักด้วย วันนี้เรามี 5 วิธี เพิ่มความน่ารักให้ตัวเองมาฝากกัน


          1. อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว


          แน่นอนว่าคนจะน่ารักได้ ต้องดูแลให้ตัวเองดูดีด้วย ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า จะต้องแต่งสวยหล่อกันเต็มที่ แค่เพียงอย่างปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนเกินไป แม้หน้าตาไม่สวยหล่ออย่างสมบูรณ์แบบ แต่หากมีความเกลี้ยงเกลา สะอาด และดูสุขภาพดี ก็ย่อมเป็นที่สะดุดตาน่ามอง ยิ่งรักษาหุ่นให้ดีเข้าไว้ ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง


          ทรงผมก็สำคัญ ถ้าเข้ากับรูปหน้าและยุคสมัย ใช้การแต่งกายมาเสริมความน่ารัก โดยเฉพาะเสื้อผ้ากับเครื่องประดับต่างๆ หากเลือกได้อย่างเหมาะสมก็ช่วยเพิ่มความน่ามอง และน่าประทับใจได้อีกด้วย


          สุภาพสตรีควรแต่งหน้าเพื่อความเรียบเนียนและสวยงาม พยายามใช้สีใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด ไม่แต่งหน้าจัด แต่เคล็ดลับก็คือ เน้นสิ่งที่สวยที่สุดบนใบหน้าให้เด่นเด้งขึ้นมา เช่น หากรู้ว่าตาสวย จงแต่งตาให้ยิ่งสวย จะด้วยอายแชโดว์เพิ่มความคมโตน่ามอง กรีดอายไลเนอร์เพื่อความโฉบเฉี่ยว ก็ย่อมได้ แต่ต้องไม่รุงรังหรือดูปรุงแต่งมากนัก


          หากจมูกสวยอยู่แล้ว ก็เพิ่มความเด่นด้วยเฉดดิ้งกับไลต์ให้จมูกยิ่งโด่ง และเด่นขึ้น หรือถ้ามีปากสวย ก็เลือกลิปสติกสีสวย กลมกลืนกับเสื้อผ้าหน้าผมในวันนั้น มาทาลงไปจะให้ดูเอิบอิ่ม


          ที่สำคัญคือกลิ่นกาย หากมีกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาเตะจมูกยามที่อยู่ใกล้ๆ ก็รู้สึกน่าประทับใจ ควรเลือกน้ำหอมกลิ่นที่สอดคล้องกับบุคลิกของคุณ หรือง่ายที่สุด เลือกกลิ่นที่คุณชอบ ซึ่งหมายถึงกลิ่นที่คุณอยากให้คนอื่นรู้สึกว่าเป็นกลิ่นกายของคุณนั่นเอง ฉีดตามจุดสำคัญๆ พอประมาณ เพื่อให้ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ อย่าให้มากจนหอมฉุน


          ที่หลายคนไม่ค่อยระวังก็คือ กลิ่นเท้า โดยเฉพาะสุภาพบุรุษทั้งหลาย กลิ่นเท้าก็ดี กลิ่นถุงเท้าก็ดี กลิ่นรองเท้าก็ดี ควรหมั่นตัดเล็บเท้าให้สั้น สะอาด ทำความสะอาดเท้าทุกวัน และตรวจดูว่าตัวเองเป็น "โรคเท้าเหม็น" หรือไม่ หากเป็นจะได้ทำการรักษาให้ทุเลาลง


 2. พูดจาให้น่ารัก


          จะให้น่ารักน้ำเสียงต้องไพเราะ ไม่ต้องดัดเสียง ทำเสียงสูง แอ๊บแบ๊ว หรือเสียงดังเรียกร้องความสนใจ แต่พูดจากความรู้สึกจริงๆ จริงใจ และสุภาพ พูดด้วยจังหวะที่ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป เสียงดังพอเหมาะแก่การฟัง มีหางเสียง ค่ะ ครับ และพูดให้ชัดเจน ถูกอักขรวิธี ร.เรือ ล.ลิง คำควบกล้ำ วรรคตอน ต้องถูกต้องเพื่อให้การสื่อสารไม่ผิดพลาด


          ที่สำคัญพูดแล้วต้องมีประเด็น มีเป้าหมายในการพูด เช่น พูดเพื่อให้สบายใจ พูดเพื่อแสดงความเป็นกันเอง ลดความประหม่าตื่นเต้นหรือความรู้สึกแปลกหน้าให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง พูดเชิญชวน พูดจูงใจ พูดเพื่อบอกกล่าวเรื่องหนึ่งเรื่องใด หรือแม้แต่พูดเพื่อให้คนฟังสนุก เหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายของการพูด ซึ่งจะทำให้การพูดแต่ละครั้งมีคุณค่า เหมาะสมแก่กาลเทศะนั้นๆ และคนฟังไม่เบื่อ ไม่รำคาญ


 3. มีท่าทีที่น่ารัก


          ท่าทีที่น่ารักก็คือ ความสุภาพ ผ่อนคลาย ให้เกียรติ ไม่เหยียดหยามด้วยสีหน้า แววตา คำพูด หรือภาษากายอื่นๆ เช่น ยืนกอดอกด้วยท่าทีระวังตัว จ้องตาเขม็ง มองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า หรือมองด้วยหางตาอย่างหมิ่นแคลน เหล่านี้เป็นต้น


          คนยิ้มแย้มแจ่มใส ดูจริงใจ และเป็นมิตร จะมีแรงดึงดูดให้คนเข้าหา เขาจะสัมผัสได้ถึงความปลอดภัย ความเป็นกันเอง การเปิดกว้าง และการให้เกียรติที่คุณสื่อสารผ่านท่าทาง เขาจะรู้สึกผ่อนคลายเมื่ออยู่ใกล้คุณ สบายใจและสุขใจที่จะสนทนาด้วย และจดจำได้ว่าคุณน่ารักแค่ไหน


 4. มีจิตใจที่น่ารัก


          จิตใจที่ดีต้องไม่เย่อหยิ่ง กว้างขวาง คบหาได้ทุกเพศ วัย ทุกอาชีพด้วยความบริสุทธิ์ใจ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และปรารถนาดีต่อผู้อื่นอยู่เสมอ นั่นรวมถึงความซื่อสัตย์และความไว้ใจได้ ซึ่งจะทำให้คนอื่นคบหาเราด้วยความจริงใจ และให้เกียรติเช่นเดียวกัน


          จิตใจที่ดีจะส่งผ่านการกระทำที่น่ารัก เช่น ยิ้มหวาน รู้จักทักทาย กล่าวคำขอบคุณ ขอโทษ คิดถึง เป็นห่วง และรัก ได้อย่างเต็มใจ จริงใจ และน่าประทับใจ จงจำไว้ว่า อยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อเราอย่างไร จงปฏิบัติต่อเขาเช่นนั้นก่อนเสมอ


 5. มีธรรมชาติและมารยาทที่น่ารัก


          มีมารยาทตามกาละเทศะ หากอยู่ในที่สาธารณะเจอผู้ใหญ่ก็ต้องยกมือไหว้ เดินผ่านผู้ใหญ่ก็สำรวม เก็บอาการ และให้เกียรติ ไม่ยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ ไม่แซงคิวคนอื่น ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ในที่ส่วนตัวก็มีความเป็นกันเอง สงบ และสำรวม พูดง่ายๆ ว่าเป็นคนรู้กาลเทศะ และเป็นเช่นนั้นเสมอในทุกๆ ที่


         รู้วิธีปฏิบัติตัวให้ดูน่ารัก และมีเสน่ห์ในสายตาคนอื่น หากใครทำได้ รับรองว่า จะมีคนรักคุณขึ้นอีกเป็นกองเลย

ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 

 
ทายนิสัย..จากสีที่ชอบ PDF พิมพ์ อีเมล

หากลองสังเกตุให้ดีจะรู้สีที่เราชื่นชอบ ช่วงเราเป็นเด็กกับผู้ใหญ่จะแตกต่างกัน

            อย่างตอนเป็นเด็ก ส่วนใหญ่อาจจะชอบสีชมพู เนื่องจากตัวการ์ตูนที่เป็นไอดอลของเราแต่งสีนั้น แต่พอโตขึ้นมาชอบสีเขียว สีม่วง สีแดงต่างกันไป ความชัดเจนในความต่างตรงนี้อาจจะบอกถึงนิสัย หรือมุมมองที่เปลี่ยนไปก็ได้นะคะ นั่นหมายความว่า สีอาจบอกนิสัยของคนเราได้ไม่มากก็น้อย

            งั้นมาลองดูดีกว่าว่าสีที่คุณชอบบอกความเป็นคุณอย่างไร แต่อย่าลืมนะว่าความจริงสีที่ชอบอาจมีมากกว่าหนึ่งก็เป็นได้ อย่างเช่นตัวคุณรู้สึกชอบสีนึงแต่ของที่คุณใข้ส่วนใหญ่กลับเป็นอีกสีนึง ดังนั้นสามารถเดาได้ว่าคุณชอบทั้งสองสี แล้วแต่ว่าอยู่ในอารมณ์แบบไหน

         สีขาว

            หากว่าสีที่เราชอบเป็นสีขาว แสดงว่าเราเป็นคนที่มองโลกสดใส เวลามีปัญหาเกิดขึ้นก็จะคิดไปในแง่ดีเอาไว้ก่อน และยังเป็นคนสมถะมีเท่าไหน ก็เอาเท่านั้นไม่อยากได้อะไรมากมายเหมือนคนอื่นทำให้ไม่ต้องเดือดร้อน หากไม่มีไม่เป็นเหมือนกับคนอื่น ๆ เขา

            ข้อเสียคือ ไม่ค่อยชอบติดตามสถานการณ์ของโลกภายนอกสักเท่าไหร่ ชอบขังตัวเองอยู่ในโลกเงียบๆมากกว่าที่จะออกไปพบเจอผู้คนที่แสนจะวุ่นวาย

         สีน้ำตาล

            หากว่าสีที่เราชอบเป็นสีน้ำตาล แสดงว่าเราเป็นคนที่สบายๆ ไม่ชอบอะไรที่หรูหราฟู่ฟ่า ชอบที่จะไปเที่ยวตามป่าเขาลำเนาไพรมากกว่าที่จะเดินอยู่กลางห้างสรรพสินค้าที่หรูหรา

            ข้อเสียคือ เวลามีปัญหาก็พยายามหลีกเลี่ยงหนีปัญหามากกว่าที่จะหันหน้ามาชน แล้วแก้ไขปัญหาต่าง ๆ

         สีม่วง

            หากว่าสีที่เราชอบเป็นสีม่วง แสดงว่าเราเป็นคนที่มีจินตนาการกว้างไกล ชอบคิดอะไรเพ้อฝัน ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ เพราะความเพ้อฝันนี่แหละ ทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์สามารถคิดสิ่งแปลกใหม่ได้เสมอ

            ข้อเสียคือ เป็นคนที่ไม่ค่อยจะมีน้ำอดน้ำทนอะไรกับใครเขา ถ้าไม่พอใจก็จะโวยวายขึ้นมาทันที ไม่เกรงใจ คนอื่นเสียด้วยสิ แต่ดูภายนอกแล้วอาจจะดูเหมือนไม่สนใจใครแต่ที่จริงแล้วเราก็เป็นคนที่อ่อนไหวแบบสุดๆเหมือนกัน

         สีฟ้า

            หากว่าสีฟ้าเป็นสีที่เราชอบ แสดงว่าเราเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นอย่างมาก รักที่จะฝันและพยายามที่จะไปให้ถึงที่ฝันเอาไว้ มักจะเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจคนอื่นได้ดี แถมยังมีสมองที่เป็นเลิศอีกด้วย

            ข้อเสียคือ มักจะเกลียดหน้าคนที่ชอบอวดตัวเอง โดยจะไม่ชอบหน้าหากว่าต้องเจอกับคนประเภทนี้ และตัดสินเขาโดยไม่ศึกษาเขาอย่างถ่องแท้เสียก่อนแม้แต่น้อย

         สีแดง

            หากว่าสีแดงเป็นสีที่เราชอบ มีแนวโน้มไปได้ว่าเราจะเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่นิ่งและชอบที่จะทำนู่นทำนี่อยู่เสมอ มีความมุ่งมั่นสูง ทั้งยังเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเอง และมักจะเป็นคนที่เป็นผู้นำคนอื่นเสมอ

            ข้อเสียคือ ค่อนข้างจะทำอะไรไม่คิด อยากทำก็ทำเลยเรียกได้ว่าเป็นคนใจร้อนนั่นแหละ ทำให้ผลที่ตามมาเสียหายอยู่หลายครั้ง ถ้าลองใจเย็นกว่านี้อีกนิดก็คงดีขึ้น

         สีเหลือง

            แสดงว่าเราเป็นคนที่ชอบพึ่งพาตัวเองมากกว่าที่จะพึ่งพาคนอื่น หากว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริง ๆ ก็จะพยายามทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี 

            ข้อเสียคือ เป็นคนที่ขี้กังวลและวิตกจริต ชอบคิดนู่นคิดนี่ บางทีบางอย่างยังมาไม่ถึงก็คิดล่วงหน้าไปก่อนเสียแล้ว ทำให้เกิดความเครียดได้ง่ายมาก                             

         สีส้ม

            แสดงว่าเราเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนอื่นได้ง่าย คุยเก่ง ชอบที่จะไปสังสรรค์กับคนนู่นคนนี้ชอบคิดชอบฝัน มีจินตนาการเป็นเลิศ เวลาทำอะไรก็ทำด้วยความตั้งใจจริง ไม่มีท้อถอยไปกลางทาง 

            ข้อเสียคือ เป็นคนที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ หากว่าพ่ายแพ้ต่อสิ่งใดจะทนไม่ได้ และไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด แถมยังเป็นคนดื้อ และชอบเอาชนะอย่างไม่น่าเชื่อเลยที่เดียว

         สีดำ

            แสดงว่าเราเป็นคนที่ชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อย และรู้สึกหงุดหงิดหากว่าเจอสิ่งที่รกรุงรัง เป็นคนที่เวลาทำอะไรก็ทำจริง แม้ว่าจะมีอะไรมาขวางก็ไม่อาจจะหยุดเราได้

            ข้อเสียคือ มักจะเป็นคนที่ขี้กังวลและขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง แม้ว่าจะทำทุกอย่าง ๆสุดความสามารถแล้ว ก็ยังจะกังวลว่างานจะออกมาไม่ดี ทำให้เครียดได้ง่าย

         สีเขียว

            แสดงว่าเราเป็นคนที่มีน้ำใจมาก หากใครมาขอความช่วยเหลือน้อยครั้งนักที่เราจะปฏิเสธ เราจะพยายามหาทางช่วย นอกจากนี้ยังเป็นคนที่ไม่ละเลยรายละเอียดปลีกย่อย งานที่ออกจากมือของเราจึงเป็นงานที่เรียบร้อย และมีประสิทธิภาพมาก

            ข้อเสียคือ เป็นคนที่ค่อนข้างขี้กลัว ทำให้บางครั้งกลายเป็นไม่ไว้ใจคนอื่นอย่างเรื่องงานก็ไม่วางใจ ให้คนอื่นมาลงมือทำ ก็เลยเหมาไปทำคนเดียวหมด

            ส่วนใหญ่คำตอบที่ออกมาจะตรงใช้มั๊ยคะ



ขอบคุณข้อมูลจาก
>http://www.womanplusmagazine.com/

 
ทาแป้งฝุ่น..ตัวการมะเร็งรังไข่ PDF พิมพ์ อีเมล

หนังสือพิมพ์ เทเลกราฟ ของอังกฤษรายงานว่า การศึกษาของนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ฮาร์วาร์ดในบอสตัน พบว่า ผู้ที่ใช้แป้งฝุ่นโรยตัวทาบริเวณจุดซ่อนเร้น มีความเสี่ยงมะเร็งรังไข่กว่าผู้ที่ไม่ใช้แป้งสูงถึง 40 % และพบว่า ผู้หญิงที่มียีน glutathione S-transferase M1 (GSTM1) แต่ไม่มียีน glutathione-S-transferase T1 (GSTT1) มีแนวโน้มเป็นมะเร็งรังไข่สูงกว่ากลุ่มอื่นเกือบ 3 เท่าตัว ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะพบในผู้หญิงผิวขาว 1 ใน 10 คน

        แป้งฝุ่น (Skin powder) หมายถึง สิ่งปรุงที่มีลักษณะเป็นผงละเอียด หรือคอลลอยด์ของสารอินทรีย์ หรืออนินทรีย์ที่ไม่ละลายน้ำผสมเป็นเนื้อเดียวกันและไม่ระคายผิว อาจแต่งกลิ่นหรือสี หรือแต่งทั้งกลิ่นและสี เพื่อใช้แก่ร่างกายหรือเพื่อเสริมความงาม แบ่งเป็น แป้งฝุ่นโรยตัว (body powders) แป้งฝุ่นโรยตัวเด็ก (baby powder) และแป้งฝุ่นผัดหน้า (face powder) ซึ่งมีความละเอียดมากกว่าแป้งฝุ่นโรยตัว ส่วนประกอบหลักของแป้งฝุ่น คือ ทัลคัม (talcum) หรือที่เรียกกันว่า ทัลค์ (talc) ซึ่งเป็นสารอนินทรีย์มีชื่อเคมีว่า hydrated magnesium silicate และอาจมีแคลเซียมคาร์บอเนตชนิดผงเบาละเอียด พิเศษ (micronized calcium carbonate) อาจมีการเติมสารอื่นเช่น สารช่วยป้องกันความชื้น สารฝาดสมาน (astringent) สารช่วยทำให้ผิวเย็น สารกันเสีย สารแต่งกลิ่นและสี แป้งฝุ่นมีคุณสมบัติ ช่วยผสมผสานและดูดซึมซับความชื้นทำให้ผิวหนังเนียนลื่น

      การควบคุมตามกฎหมาย
      ตั้งแต่ วันที่ 16 ธันวาคม 2536 ถึงวันที่ 25 กันยายน 2551 แป้งฝุ่นโรยตัวจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ออกตามในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 เรื่อง แป้งฝุ่นโรยตัว ซึ่งผู้ประกอบการต้องจดแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดว่า
      • ต้องไม่มีวัตถุห้ามใช้ ไม่มีสารปนเปื้อน ใช้สีผสมถูกต้อง ถ้าเป็นแป้งฝุ่นโรงตัวสำหรับเด็กต้องไม่มีกรดบอริก (boric acid) เมนทอล (menthol) การบูร (camphor)
      • ถ้ามีส่วนผสมของกรดบอริก ต้องใช้ในอัตราส่วนไม่เกิน ร้อยละ 3.0 โดยน้ำหนัก
      • ถ้ามีส่วนผสมของเมนทอล ต้องใช้ในอัตราส่วนไม่เกินร้อยละ 1.0 โดยน้ำหนัก
      • ถ้ามีส่วนผสมของการบูร ต้องใช้ในอัตราส่วนไม่เกินร้อยละ 1.5 โดยน้ำหนัก
      • คุณสมบัติของจุลชีววิทยา ของแป้งฝุ่นโรยตัวคือ
        - จำนวนรวมของแบคทีเรีย ยีสต์ และราที่เจริญเติบโตโดยใช้อากาศ (aerobic plate count) ในแป้งฝุ่นโรยตัวสำหรับเด็กและแป้งฝุ่นโรยตัวต้อง น้อยกว่า 500 และ 1,000 โคโลนีต่อกรัม หรือ มิลลิลิตร ตามลำดับ
        - ต้องไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคได้แก่ ซูโดโมแนส แอรูจิโนซา (Pseudomonas aerogimosa), สตาฟีโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus), แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) และ คลอสตริเดียม (Clostridium spp.) (เฉพาะเครื่องสำอางผสมสมุนไพร)

       ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2551 เครื่องสำอางทุกชนิดจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดเครื่องสำอางควบคุม ตามที่ ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 157ง ลงวันที่ 25 กันยายน 2551 ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายเครื่องสำอางอาเซียน เป็นผลให้ผู้รับผิดชอบผลิตภัณฑ์ต้องจัดทำแฟ้มข้อมูลผลิตภัณฑ์แสดงต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ทำให้การกำกับดูแลเครื่องสำอางได้ครอบคลุมมากขึ้น อันตรายจากการใช้แป้งฝุ่นโรยตัว

     
      แป้งฝุ่นโรยตัวเป็นที่นิยมใช้กันทั่วไปตั้งแต่แบเบาะจนแก่เฒ่า การทาแป้งโดยเฉพาะตอนโรยแป้ง ผงแป้งจะล่องลอยในอากาศ ถ้าสูดเข้าทางเดินหายใจที่ละเล็กละน้อยเป็นเวลานานๆ ก็จะเกิดการสะสมในปอด โดยที่เซลส์บุผิวปอดจะดักจับแป้งไว้เป็นก้อน เรียกว่า ภาวะ “pneumoconiosis” ทำให้มีปัญหากับการหายใจ ถ้าเป็นเด็กทารกทำให้ปอดอักเสบและตายได้

       สำหรับการใช้แป้งที่ก้นกับอวัยวะเพศซึ่งเป็นที่นิยมใน ยุคปี ค.ศ.1970 มีการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ที่ใช้แป้งกับอวัยวะเพศ มีอัตราเสี่ยงการจะเป็นมะเร็งรังไข่ โดยอาจเป็นไปได้ ที่แป้งสามารถหลงเข้าไปในร่างกายผ่านช่องคลอดมดลูกและท่อนำไข่เข้าไปสู่ช่องท้อง และสารทัลค์ ไม่สามารถย่อยสลายได้ในคน การทาแป้งส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ ควรทาแป้งครั้งละน้อยๆ และ ทาในบริเวณที่เหมาะสม พยายามอย่าให้ฟุ้งในอากาศ ไม่ควรทาบริเวณก้นและอวัยวะเพศของเด็กทีละมากๆ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ

 

 


ที่มาจาก กระทรวงสาธารณสุข

 

 

 

 

 

 
น้ำมันมะกอก..แก้นอนกรน PDF พิมพ์ อีเมล

มะกอกจัดเป็นผลไม้ที่มีเม็ดในแข็ง หนึ่งลูกจะมีหนึ่งเมล็ด เป็นพืชที่ทนได้ทุกสภาวะอากาศ ดอกมะกอกจะออกช่อในช่วงปลายฤดูหนาว มีดอกเล็กๆ สีขาว ผลจะโตเต็มที่ประมาณ 7-8 เดือนหลังออกดอก
ลำต้นจะสูงตั้งแต่ 3 เมตร จนถึง 18 เมตร ใบเรียวยาวสีเขียวเข้ม มีหลากหลายพันธุ์

ตัวผลมีรสขมและฝาด เมื่อแก่จัดสีจะเปลี่ยนจากเขียวจนเป็นสีคล้ำจนเกือบดำ มะกอกเป็นผลไม้ที่มีน้ำมันมากที่สุด ในผลมะกอกที่แก่จัด 100 กรัม ให้น้ำมันถึง 20-30 กรัม การสกัดเอาน้ำมันต้องเลือกผลที่แก่จัด จึงจะได้น้ำมันมะกอกที่มีประสิทธิภาพ

น้ำมันมะกอกถึงแม้จะมีแคลอรี่สูง แต่มีข้อดี คือ มีกรดไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์กับร่างกายสูง ทำให้ไม่เกิดไขมันสะสมในร่างกาย และน้ำมันมะกอกยังช่วยให้คนที่มีอาการนอนกรนลดเสียงกรนให้เบาลงได้ ด้วยการกินน้ำมันมะกอกสำหรับทำอาหาร ซึ่งควรเลือกแบบ EXTRA VIRGIN OLIVE OIL เพราะ เป็นแบบบริสุทธิ์ มีสีเขียวเข้มใส และนิยมนำมาใช้ในการทำสลัด 

กินสัก 4-5 หยดก่อนนอน ทำอย่างต่อเนื่อง 
และทำควบคู่ไปกับวิธีดูแลสุขภาพอื่นๆ ร่วมด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมน้ำหนักให้อยู่
ในระดับมาตรฐาน จะช่วยแก้ปัญหานอนกรน
ให้หมดไปได้

ที่มา : นิตยสารชีวจิต ฉบับ 1 มี.ค. 2552, 
ประโยชน์ของน้ำมันมะกอก -
http://www.pantown.com
มารู้จักน้ำมันมะกอก (Olive Oil) กันดีกว่า - http://googigg.exteen.com